1. ตรวจสอบสภาพโครงสร้างเดิมของบ้าน
ก่อนเริ่มรีโนเวท ต้องให้วิศวกรโครงสร้างเข้าตรวจสอบสภาพบ้าน เพื่อประเมินว่าส่วนใดแข็งแรงหรือเสื่อมสภาพบ้าง เช่น
✔ 1.1 เสา–คาน มีรอยร้าวหรือไม่
-
รอยร้าวแนวเฉียงอาจเป็นสัญญาณโครงสร้างรับน้ำหนักผิดปกติ
-
หากมีสนิมในเหล็กเสริม อาจต้องเสริมกำลังหรือซ่อมแซม
✔ 1.2 พื้นทรุดตัวหรือไม่
-
พื้นเอียง กระเบื้องยกตัว
-
เกิดจากโครงสร้างอ่อนแรงหรือน้ำใต้ดินไหลผ่าน
✔ 1.3 โครงหลังคา
-
ตรวจรอยผุ สนิม รั่ว
-
หากต้องการเปลี่ยนกระเบื้องเป็นวัสดุที่หนักกว่า ต้องคำนวณโครงสร้างใหม่
2. ห้ามรื้อผนังหรือทุบโครงสร้างโดยไม่คำนวณ
การรีโนเวทมักมีการ “เปิดพื้นที่” เช่น รวมครัวกับห้องนั่งเล่น หรือทำห้องโล่ง แต่ต้องระวังเรื่องนี้มากที่สุด:
❗ ห้ามทุบทิ้งเองโดยไม่รู้ว่านั่นคือ “ผนังรับน้ำหนัก” หรือไม่
ผนังรับน้ำหนักคือผนังที่ช่วยพยุงโครงสร้างบ้าน เช่น
-
ผนังใต้คาน
-
ผนังรับบันได
-
ผนังแบริ่งวอลในบ้านเก่า
หากทุบโดยไม่คำนวณ อาจทำให้บ้านทรุดหรือถล่มได้
✔ ทำอย่างไรให้ปลอดภัย
-
ให้วิศวกรตรวจแบบเดิม หรือสำรวจโครงสร้างจริง
-
หากต้องการเปิดพื้นที่ สามารถใช้ เสาคานเหล็กเสริม หรือ คานค้ำใหม่ ทดแทนโครงสร้างเดิมได้
3. งานระบบไฟฟ้า–ประปา ต้องรื้อและเดินใหม่อย่างถูกวิธี
บ้านที่มีอายุมากกว่า 10–20 ปี มักมีระบบไฟและน้ำที่เสื่อมสภาพ การรีโนเวทควรตรวจสอบดังนี้:
✔ 3.1 ระบบไฟ
-
สายไฟเก่ามักเป็นสายเสื่อมสภาพ (ฉนวนแตก)
-
ต้องเดินระบบกราวด์
-
เพิ่มจำนวนปลั๊กให้เพียงพอกับการใช้งานยุคใหม่
-
ตู้โหลดเซ็นเตอร์ต้องรองรับกำลังไฟมากขึ้น
✔ 3.2 ระบบประปา
-
ท่อพีวีซีเก่าอาจมีคราบตะกรันและแตกง่าย
-
ท่อน้ำดี–น้ำทิ้งควรเดินใหม่ เพื่อป้องกันการอุดตัน
-
พิจารณาระดับความลาดเอียงท่อเพื่อให้น้ำไหลได้ดี
4. ระวังปัญหาหลังคารั่ว และงานกันซึม
การรีโนเวทชั้นบนหรือห้องใต้หลังคามักพบปัญหานี้มากที่สุด:
✔ จุดที่มักรั่ว
-
หน้าต่างชั้นสอง
-
รอยต่อหลังคา
-
ผนังตรงรอยต่อโครงสร้าง
-
ดาดฟ้า
✔ สิ่งที่ต้องทำ
-
ตรวจสอบก่อนเทปูนตกแต่ง
-
ใช้วัสดุกันซึมอย่างถูกประเภท
-
ทดสอบน้ำหลังทำงานเสร็จ
5. พิจารณาเรื่องน้ำหนักของวัสดุใหม่
หลายคนรีโนเวทแล้วเลือกวัสดุใหม่ที่ “หนักกว่าเดิม” เช่น
-
เปลี่ยนกระเบื้องหลังคาเป็นแผ่นคอนกรีต
-
ปูหินอ่อนแทนกระเบื้อง
-
ทำชั้นลอยเพิ่ม
ทุกอย่างล้วนเพิ่มน้ำหนักให้โครงสร้าง จึงต้องให้วิศวกรคำนวณก่อนว่ารับได้หรือไม่
6. ตรวจงบประมาณให้ชัดเจน
งานรีโนเวทมักเกิดค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม เพราะเจอปัญหา “ซ่อนอยู่” เช่น
-
ท่อน้ำแตก
-
โครงสร้างผุ
-
ปลวกทำลายไม้
-
งานระบบเก่าไม่สามารถใช้ต่อได้
ควรเผื่องบประมาณ 10–30% สำหรับงานแก้ไขหน้างาน
7. ทำสัญญารีโนเวทให้ละเอียด
สัญญาที่ดีช่วยป้องกันปัญหาในอนาคต ควรระบุ:
-
รายละเอียดงานแต่ละรายการ
-
วัสดุและสเปกที่ใช้
-
งวดชำระเงิน
-
วันเริ่ม–วันส่งมอบ
-
การรับประกันผลงาน
-
วิธีแก้ไขหากงานช้า หรืองานไม่ตรงตามแบบ
สรุป
ก่อนรีโนเวทบ้าน เจ้าของบ้านควรตรวจสอบโครงสร้างเดิม งานระบบ และประเมินความเสี่ยงให้ครบทุกด้าน การมีทีมสถาปนิก วิศวกร และช่างที่มีประสบการณ์จะช่วยให้การรีโนเวทปลอดภัย ไม่เสี่ยงทรุด และได้ผลลัพธ์ที่สวยงามตรงตามต้องการ